5 เทคนิค วิธีลดต้นทุนค่าขนส่ง อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มกำไรให้ธุรกิจโลจิสติกส์
ในการบริหารจัดการธุรกิจ ลดต้นทุนค่าขนส่ง ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยเพิ่มผลกำไรและขีดความสามารถในการแข่งขัน การลดต้นทุนขนส่งทำได้โดยการวางแผนเส้นทางที่สั้นและมีประสิทธิภาพสูงสุด การรวบรวมสินค้าเพื่อจัดส่งพร้อมกัน การเลือกใช้รูปแบบการขนส่งให้เหมาะสม การเจรจาต่อรอง รวมถึงการลดขนาดบรรจุภัณฑ์ให้กะทัดรัด วันนี้เราได้รวบรวม 5 กลยุทธ์หลักที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณบริหารจัดการระบบขนส่งได้อย่างคุ้มค่าที่สุดมาฝากกันครับ

1. วางแผนและจัดการเส้นทาง (Route Optimization)
การใช้ระบบวางแผนเส้นทางจะช่วยหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด และเลือกระยะทางที่สั้นที่สุด ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าน้ำมัน วิธีลดต้นทุนค่าขนส่ง ได้อย่างมหาศาล

2. รวมเที่ยวการจัดส่ง (Consolidation)
แทนที่จะส่งสินค้าแบบกระจายย่อยๆ ให้ใช้วิธีรวบรวมสินค้า (Consolidation) แล้วจัดส่งในคราวเดียวเพื่อให้เต็มพื้นที่รถบรรทุก หรือที่เรียกว่าการส่งแบบเหมาคัน (FTL – Full Truckload) ซึ่งจะคุ้มค่ากว่าการส่งแบบไม่เต็มคัน (LTL – Less-Than-Truckload) อย่างแน่นอนนี้จึงเป็น วิธีลดต้นทุนค่าขนส่ง ที่ได้ผลลัพธ์ที่ดี

3. การเลือกรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสม
ควรพิจารณารูปแบบการขนส่งที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับระยะทางและประเภทสินค้านั้นๆ เช่น การเปลี่ยนจากการขนส่งทางอากาศมาเป็นทางบกหรือทางราง สำหรับกลุ่มสินค้าที่ไม่มีกำหนดส่งด่วน

4. ปรับปรุงขนาดและน้ำหนักบรรจุภัณฑ์
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดพอดีกับตัวสินค้า ไม่ใหญ่หรือหนักจนเกินไป จะช่วยลดทั้งพื้นที่ในการจัดเก็บและอัตราค่าขนส่งลงได้ (ดูคำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจ SMEs ได้ที่ DHL Thailand)

5. เจรจาต่อรองและเลือกพันธมิตรขนส่งสำหรับธุรกิจ (B2B Solutions)
สำหรับธุรกิจที่ใช้บริการบริษัทขนส่งภายนอก (3PL) ควรมีการเจรจาต่อรองราคาตามปริมาณการจัดส่ง หรือทำสัญญาระยะยาวเพื่อให้ได้เรทราคาที่ถูกลง (อ่านเคล็ดลับการจัดการขนส่งเพิ่มเติมได้จาก Logos Logistics)
อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันคุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลาดีลกับผู้ให้บริการหลายราย เพราะแพลตฟอร์มอย่าง 360TRUCK มีโซลูชันสำหรับลูกค้าธุรกิจ B2B โดยเฉพาะ ที่ช่วยให้คุณสามารถทำสัญญาค่าขนส่งตามเรทราคาที่ต้องการ มีระบบชำระเงินค่าขนส่งแบบเครดิตเทอม เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมทั้งมีบริการเจ้าหน้าที่ Customer Service คอยดูแลแบบ Account Customer B2B โดยตรง ทำให้การควบคุมต้นทุนและการประสานงานเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เปรียบเทียบการใช้บริการ รถรับจ้างทั่วไป VS 360TRUCK
| หัวข้อเปรียบเทียบ | รถบรรทุกรับจ้างทั่วไป | 360TRUCK (Digital Platform) |
|---|---|---|
| การค้นหาและจองรถ | ต้องโทรติดต่อสอบถามหลายที่ผ่านนายหน้า หรือดีลกับคนขับโดยตรง อาจใช้เวลานาน | จองผ่านแอปพลิเคชันได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมง มีระบบจับคู่อัจฉริยะ (Smart Algorithm) จัดการให้ |
| ราคาและค่าขนส่ง | ราคาไม่แน่นอน ผันผวนตามการต่อรอง และอาจถูกบวกราคาเพิ่มจากนายหน้า | ระบบช่วยคำนวณราคาโปร่งใส และประหยัดกว่าจากการนำเทคโนโลยีมาจับคู่รถเที่ยวเปล่า (Empty Backhaul) |
| ความรวดเร็วในการได้รถ | ขึ้นอยู่กับคิวรถของแต่ละบริษัท หรือต้องรอคนขับที่รู้จักว่างรับงาน | มีเครือข่ายรถบรรทุก 100,000 คันทั่วประเทศ ทำให้สามารถจัดหารถได้ไวสุดภายใน 1 ชั่วโมง |
| การติดตามสถานะ (Tracking) | ต้องโทรศัพท์เช็กกับคนขับเป็นระยะๆ ซึ่งอาจล่าช้าและคลาดเคลื่อน | ลูกค้าสามารถติดตามตำแหน่งของรถบรรทุกได้แบบเรียลไทม์ตลอดเส้นทางผ่านระบบ |
| ความปลอดภัยและประกันภัย | อาจไม่มีประกันภัยครอบคลุม หรือต้องเสียค่าใช้จ่ายซื้อประกันเพิ่มเองต่างหาก | มีระบบประกันความคุ้มครองสินค้าสูงถึงหลักล้านบาทต่อเที่ยว |
| โซลูชันสำหรับธุรกิจ (B2B) | มักต้องตกลงเป็นรายๆ ไป อาจไม่มีระบบเครดิตเทอม หรือไม่มีทีมซัพพอร์ตโดยเฉพาะ | มีระบบทำสัญญาล็อกเรทราคา, ให้เครดิตเทอมเพื่อสภาพคล่อง และมีเจ้าหน้าที่ Customer Service ดูแลเฉพาะ |




